Authors Posts by hoylordz

hoylordz

134 POSTS 1 COMMENTS

ดอกอัญชันเป็นไม้เถาที่ปลูกง่าย แข็งแรง ทนทาน ขึ้นคลุมรั้ว ซุ้มต่างๆ ได้ดี ดอกอัญชันมี 3 สี คือ สีขาว สีน้ำเงิน และสีม่วง คนไทยส่วนใหญ่ นิยมปลูกอัญชันดอกสีน้ำเงินเข้ม ปกติอัญชันจะเลื้อยได้ดีในฤดูฝนมื่อถึงฤดูแล้งจะแห้งตายไป แต่ดูแลรดน้ำอย่างพอเพียงสามารถให้ดอกได้ตลอดปี

ดอกอัญชัน ดอกไม้สีม่วงที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสมุนไพรที่มีประโยชน์อย่างมาก หลายคนคงจะเคยได้ยินสรรพคุณของเจ้าดอกอัญชันกันมาบ้างแล้ว ที่เห็นกันชัดเจนก็คงจะเป็นการนำอัญชันมาถูคิ้วเด็กเล็ก ๆ เพราะมีความเชื่อว่าจะทำให้คิ้วดกดำขึ้น หรือแม้แต่คุณประโยชน์ในการนำสีของดอกอัญชันมาใช้ในการทำอาหารหรือขนมต่าง ๆ แต่รู้หรือไม่ว่าที่จริงแล้วดอกอัญชันมีประโยชน์อีกมากมายหลายอย่างเลยล่ะค่ะ อยากรู้แล้วใช่ไหมล่ะว่า เจ้าดอกเล็ก ๆ สีม่วงนี้มีประโยชน์อย่างไรบ้าง ไปดูกันเลย

สรรพคุณของต้นอัญชันแบ่งตามส่วน

รากอัญชัน

          - นำมาปรุงเป็นเป็นยาขับปัสสาวะและยาระบายได้
          - แก้อาการปวดฟัน และทำให้ฟันแข็งแรง โดยการนำรากมาถูที่ฟัน
          - ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการมองเห็นให้ดียิ่งขึ้น โดยนำรากไปถูกับน้ำฝน แล้วนำมาที่หยอดตาและหู

ใบอัญชัน

          - ช่วยขับปัสสาวะ
          - ช่วยบำรุงสายตาและอาการตาแฉะได้

ดอก
          - ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้ร่างกายและเพิ่มพลังทำให้ร่างกายมีแรงขึ้น
          - สารต้านอนุมูลอิสระในดอกอัญชันช่วยในการชะลอวัยและริ้วรอยแห่งวัย
          - ช่วยบำรุงสมอง
          - ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและภาวะหลอดเลือดหัวใจอุดตัน
          - ช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคมะเร็ง
          - ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยโรคเบาหวาน
          - ช่วยล้างสารพิษและขับของเสียออกจากร่างกาย
          - แก้อาการปัสสาวะพิการ
          - แก้อาการฟกช้ำ
          - ช่วยป้องกันและบรรเทาอาการเหน็บชาตามนิ้วมือนิ้วเท้า

  แม้ว่าดอกอัญชันจะเป็นสมุนไพร แต่ก็ยังมีโทษถ้าหากใช้มากเกินไปค่ะ โดยอย่าดื่มน้ำอัญชันที่มีสีเข้มมากเกินไป เพราะจะทำให้ไตทำงานหนักขึ้นในการขับสารสีจากอัญชันออกมา และผู้ที่ป่วยด้วยโรคโลหิตจางก็ไม่ควรจะรับประทานดอกอัญชันรวมทั้งอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีส่วนประกอบของอัญชันด้วย เพราะในดอกอัญชันนั้นมีสารที่มีฤทธิ์ในการละลายลิ่มเลือด อาจเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยโลหิตจางได้ควรจะต้องบริโภคอย่างระวังเช่นกัน

 

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
- มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
- สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุพรรณบุรี
- rspg.or.th
- frynn.com
- lasik-healthyforeyes.blogspot.com
- foodnetworksolution.com
-
 kapook.com

 

แอปเปิ้ล ผลไม้ยอดนิยม นอกจากรูปร่างจะน่ารับประทานแล้ว ยังมีประโยชน์มากมายอีกด้วย แถมแอปเปิ้ลมีอยู่หลายสี แต่ละสีก็มีประโยชน์แตกต่างกัน

แอปเปิ้ลที่เห็นตามท้องตลาด มีทั้งเปลือกสีแดง สีชมพู สีเขียว และสีเหลือง แตกต่างกันไปตามแต่ละสายพันธุ์ แต่เนื้อข้างในก็เหมือนกันคือ เป็นเนื้อทรายละเอียดสีขาวนวล ทราบไหมว่า เมื่อรับประทานแอปเปิ้ลโดยไม่ปอกเปลือก 1 ผล จะได้รับพลังงานประมาณ 80 กิโลแคลอรี่ มีวิตามินบี 6 เท่ากับ 0.1 มิลลิกรัม และวิตามินซีมากถึง 7.9 มิลลิกรัม

นอกจากนั้นยังมีสารเบต้าแคโรทีน และเส้นใยไฟเบอร์ ช่วยในเรื่องของการบำรุงหัวใจ ลดคอเลสเตอรอล ลดความดัน ควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือด กระตุ้นการทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระ และฆ่าเชื้อไวรัส

แต่ถ้าปอกเปลือกปริมาณสารอาหารดังกล่าวก็จะลดลงไปด้วย มีความเชื่อของฝรั่งกล่าวไว้ว่า การรับประทานแอปเปิ้ลวันละผล ช่วยให้ห่างไกลหมอได้ โดยแอปเปิ้ลแต่ละสีก็มีประโยชน์ต่างกันดังนี้

แอปเปิ้ลสีแดง

ประโยชน์ที่โดดเด่น คือ มีสารแอนตี้ออกซิแดนต์มากที่สุด และยังมีอิลาสตินและคอลลาเจนที่ดีต่อสุขภาพผิวอีกด้วย

แอปเปิ้ลสีชมพู

คุณค่าทางสารอาหารที่สำคัญคือ มีสารฟิโนลิกมากที่สุด ซึ่งสารตัวนี้ช่วยยับยั้งการเกิดฝ้าและชะลอความแก่ นอกจากนั้นยังมีฟลาโวนอยด์ที่ช่วยเพิ่มการดูดซึมวิตามินซี ทำให้ผนังหลอดเลือดฝอยแข็งแรง ลดการอักเสบ ลดไข้ รวมทั้งช่วยป้องกันเลือดออกตามไรฟันได้อีกด้วย

แอปเปิ้ลสีเขียว

มีรสเปรี้ยวอมหวาน ช่วยในเรื่องการควบคุมน้ำหนักได้ดี เพราะมีน้ำตาลน้อย และมีสารอิลาสตินและคอลลาเจนเช่นเดียวกัน ช่วยให้ผิวแข็งแรงและยืดหยุ่นได้ดี

แอปเปิ้ลสีเหลือง

มีสารเควอร์ซิติน ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจ และต้อกระจก

 

ที่มา … Never-Age.com

Designed by Molostock / Freepik

ปัญหาสุขภาพหลายอย่างก็มาจากพฤติกรรมของคนเรานั่นเอง หากรู้และปรับเปลี่ยนได้ สุขภาพจะดีขึ้นแน่นอน โดยเฉพาะหลังรับประทานอาหาร อย่าได้ทำพฤติกรรมเหล่านี้

     1. อย่าสูบบุหรี่
การสูบบุหรี่หลังอาหาร เทียบได้กับการสูบบุหรี่ยามปกติถึง 10มวน

     2. อย่ากินผลไม้ทันที
ทำให้เกิดลมในกระเพาะอาหาร เกิดท้องอืดท้องเฟ้อ อีกทั้งผลไม้ยังย่อยเร็วกว่าอาหาร ในขณะที่อาหารยังถูกย่อยไม่หมด เติมผลไม้ลงไปอีก ทำให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารจากผลไม้ได้ไม่เต็มที่

     3. อย่าดื่มน้ำชา
ใบชามีความเป็นกรดสูง ทำให้โปรตีนในอาหารที่เรากินกระด้างขึ้นทำให้ย่อยยาก และยังขัดขวางการดูดซึมธาตุเหล็กด้วย

     4. อย่าขยายเข็มขัดหลังกินอิ่ม
เพราะเป็นเหตุให้ลำไส้ไม่ปกติ

     5. อย่าอาบน้ำหลังกินข้าว
ปริมาณโลหิตไหลเวียนบริเวณท้องก็เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลให้ระบบการย่อยอาหารทำงานได้ไม่เต็มที่

     6. อย่าเดินหลังอาหาร
การเดินทันทีทำให้การย่อยเพื่อดูดซึมสารอาหารทำได้ไม่ดี

     7. อย่านอนทันที
อาหารที่รับประทานเข้าไปไม่สามารถย่อยได้เต็มที่ อาจทำให้เกิดลมหรือแก๊สในทางเดินอาหาร เกิดอาการกรดไหลย้อนได้

 

ที่มา : www.thaiza.com

 

โรคอ้วนภัยร้ายที่คุณไม่คาดคิด

โรคอ้วน เป็นโรคอีกชนิดหนึ่งเนื่องจากอาการที่เกิดขึ้นจากโรคอ้วนนั้นสามารถก่อให้เกิดอัตราความเสี่ยงของโรคภูมิแพ้ต่อตนเอง (Autoimmune Disease) เช่น โรคโครห์น และโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง โดยข้อมูลดังกล่าวนี้ตีพิมพ์ลงใน Autoimmunity Reviews น่าแปลกใจใช่ไหมล่ะสาเหตุก็มาจากฮอร์โมนที่หลั่งมาจากเนื้อเยื่อไขมันสามารถกระตุ้นให้เกิดการอักเสบและส่งผลให้โรคภูมิแพ้ตนเองแพร่กระจายไปทั่วร่างกาย ไม่ใช่เพียง 2 โรคนี้เท่านั้นที่มีโอกาสเกิดขึ้นเมื่อคุณเป็นโรคอ้วน เพราะยังมีผลกระทบอีกมากมายที่คุณอาจไม่เคยคาดคิดมาก่อน เช่น

1. มะเร็ง
โดยเฉพาะมะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งถุงน้ำดี มะเร็งตับ มะเร็งตับอ่อน และมะเร็งต่อมไทรอยด์ เป็นที่น่าตกใจมากเลยทีเดียวใช่มั้ยคะว่าโรคอ้วนสามารถกระตุ้นให้โรคกลุ่มมะเร็งต่างๆ อีกมากมาย สาเหตุมาจากไขมันในร่างกายจะผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจน (ฮอร์โมนที่มีในเพศหญิง) และฮอร์โมนเลปติน (leptin) ฮอร์โมนที่ควบคุมความอยากอาหาร ซึ่งฮอร์โมนทั้งสอนมีความสัมพันธ์ต่ออัตราเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง โดยการกระตุ้นให้เซลล์มะเร็งเจริญเติบโตขึ้น

2. อัตราเสี่ยงโรคหัวใจในเด็ก
จากที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่าโรคอ้วนเป็นสาเหตุที่อาจทำให้โรคหัวใจเกิดขึ้นกับคุณได้ แต่สิ่งหนึ่งที่คุณควรทราบก็คือมันสามารถเกิดขึ้นกับลูกๆ ของคุณได้เช่นกัน ในการวิจัยของ American Heart Association 2014 Scientific Sessions in Chicago ได้กล่าวว่าเด็กที่มีน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์มีโอกาสเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดถึง 90 เปอร์เซ็นต์ ซ้ำร้ายกว่านั้น พวกเขามีสิทธิ์เสียชีวิตได้เลยทีเดียว

3. ไขมันพอกตับ
โรคไขมันสะสมคั่งในตับ (Non-Alcoholic Fatty Liver Disease) คือโรคอันดับ 1 ของโรคที่เกี่ยวกับตับซึ่งพบในสหรัฐอเมริกา จากการเก็บข้อมูลของ CDC พบว่าประชากรประมาณ 29 ล้านคนกำลังประสบกับโรคนี้อยู่ โรคอ้วนทำให้ร่างกายของคุณต่อต้านฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และนั่นจึงเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคดังกล่าวได้อย่างง่ายดาย

4. ภาวะหยุดหายใจชั่วคราวขณะนอนหลับ
จากการศึกษาค้นคว้าใน the Proceedings of the American Thoracic Society ได้ผลลัพธ์ว่าผลกระทบจากโรคอ้วนที่เกิดขึ้นในขณะนอนหลับมาจากน้ำหนักตัวที่มากเกินไปอุดกั้นระบบทางเดินหายใจส่วนบน โดยที่ต่อมทอนซิลอาจมีขนาดใหญ่ขึ้น หรือปริมาณไขมันที่คอสูงขึ้น

5. ป่วยเรื้อรัง หายช้า
ผลกระทบที่เกิดขึ้นอีกข้อหนึ่งจากโรคอ้วนก็คือร่างกายของคุณจะอ่อนแอกว่าปกติ ประสิทธิภาพของร่างกายในการผลิตสาร หรือฮอร์โมนเพื่อบรรเทาอาการป่วยจะลดลง หรือพูดง่ายๆ ก็คือร่างกายของคุณมีแน้วโน้มป่วยนานขึ้น และหายช้ากว่าปกติ แม้จะรับประทานยา และพักผ่อนสม่ำเสมอ ข้อมูลดังกล่าวนี้ได้มาจาก Journal of Occupational and Environmental Medicine

โรคอ้วน เป็นภัยร้ายที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายอย่างมากมาย ทั้งก่อให้เกิดโรคอื่นๆ ตามมา และทำให้ร่างกายอ่อนแอ เพราฉะนั้นคุณควรเลือกรับประทานแต่อาหารที่มีประโยชน์ ลดอาหารจำพวกไขมันต่างๆ และหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ เพียงเท่านี้ ร่างกายก็จะอยู่กับคุณ พร้อมเดินทางไปกับคุณได้ทุกเมื่อ

ทำตัวอย่างไรให้ห่างไกลโรคซิกา

“โรคติดเชื้อไวรัสซิกา”

เกิดจาการติดเชื้อไวรัสซิกา ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับไวรัสไข้เหลือง,ไวรัสเดงกี,ไวรัสเวสต์ไนล์ และไวรัสไข้สมองอักเสบเจอี โดยมียุงลายเป็นพาหะนำโรคอาการที่พบบ่อยที่สุดของการติดเชื้อไวรัสซิกาคือ มีไข้ต่ำๆ และผื่นผิวหนังมักจะมีอาการเยื่อบุตาอักเสบ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ และรู้สึกปวดเมื่อยตามตัวร่วมด้วย โดยทั่วไปจะมีอาการใน 2-7 วัน หลังจากถูกยุงที่ติดเชื้อกัด

zikainfosocialmedia

วิธีป้องกันเชื้อไวรัสซิกา

  1. การกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง กำจัดลูกน้ำและยุงลายระวังอย่าให้มีน้ำขังในภาชนะบรรจุน้ำกลางแจ้ง
  2. ป้องกันไม่ให้ยุงกัด ด้วยการนอนในมุ้งหรือทายากันยุง รวมถึงติดมุ้งลวดที่หน้าต่างและประตู
  3. หากมีอาการไข้ ออกผื่น ตาแดง หรือปวดข้อ อาจมีโอกาสที่จะเป็นโรคนี้ได้ ส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรง ยกเว้นในหญิงตั้งครรภ์ซึ่งอาจทำให้เด็กทารกที่คลอดมามีสมองเล็กหรือมีภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ แนะนำให้รับประทานยาพาราเซตามอล ห้ามรับประทานยาแอสไพริน หรือยากลุ่มลดอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เพราะอาจทำให้เลือดออกในอวัยวะภายในได้ง่ายขึ้น
  4. ผู้เดินทางไปประเทศที่เป็นพื้นที่การระบาดของโรคนั้น ขอให้ระวังและป้องกันไม่ให้ยุงกัด หากเป็นหญิงตั้งครรภ์ก่อนเดินทางไปประเทศที่มีการระบาดของโรค ควรปรึกษาแพทย์
  5. ผู้เดินทางกลับจากประเทศที่มีการระบาด หากมีอาการไข้ ออกผื่น ตาแดง หรือปวดข้อให้รีบไปพบแพทย์

ทั้งนี้ผู้ป่วยโรคไข้ซิกา ส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง จึงสามารถรักษาตัวได้โดยการพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมากๆ รักษาตามอาการ เช่น ใช้ยาลดไข้ หรือยาบรรเทาอาการปวด

มื้อดึกหิวๆ กินอะไรไม่ให้อ้วน

หรับคนที่กำลังลดน้ำหนักหรือควบคุมน้ำหนัก ทั้งวันควบคุมอาหารมาได้อย่างดี มื้อเย็นก็จัดอาหารเบาๆ แล้วไงล่ะ ช่วงเวลาก่อนนอน เกิดหิวขึ้นมาจะทำอย่างไรดี กินก็กลัวอ้วน ไม่กินก็หิวทรมาน แถมนอนไม่หลับอีกตะหากแต่ถ้าทนไม่ไหวก็หาอะไรเบาๆ ทานดู

 เลือกอาหารเบาๆ แคลอรี่ต่ำๆ มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง

  1. นมพร่องมันเนย

  2. โยเกิร์ต ควรเลือกรสธรรมชาติเท่านั้น

  3. ส้ม 1-2 ลูก ให้พลังงานประมาณ 60-70 แคลอรี่ อย่ากินมากกว่านี้เพราะส้มก็มีน้ำตาล

  4. แอปเปิ้ล ให้พลังงานต่ำ ย่อยง่าย

  5. ปลาทูน่า หากอยากเลือกอาหารหนักท้องหน่อย ลองเลือกเป็นปลาทูน่าในน้ำแร่ หรือจะถั่วเพียงกำมือ ทานแค่พอหายหิว

10 วิธีลดน้ำหนักแบบพื้นฐานที่ใครๆ ก็ทำได้

 

ไม่ได้ทำอะไรเลย อยู่ดีๆ น้ำหนักก็ขึ้นซะอย่างงั้น แต่ถ้าลองพิจารณา ก็พอจะรู้เหตุผลบ้าง นั่นก็เพราะพฤติกรรมของเรานี่แหละ ที่หยิบนู่น หยิบนี่เข้าปากไม่ยั้ง กินอะไรก็อร่อยไปหมด ห้ามปาก ห้ามใจไม่ได้จริงๆ แต่ไม่ต้องเสียใจไป เรานำวิธีลดความอ้วนสำหรับมือใหม่มาบอก วิธีที่ทำตามได้ง่ายๆ 10 วิธีนี้เลย

  1. ลดแคลอรีและนับแคลอรี

กว่าจะลดได้แต่ละกิโลมันช่างยากเย็นนัก ควรลดแค่วันละ 500 แคลอรีจากการรับประทานแบบปกติก็พอ โดยลดขนมช่วงบ่ายๆ ควบคู่กับการออกกำลังกายตอนเย็น แค่นี้ก็ลดวันละ 500 แคลอรีได้สบายๆ และต้องจดจำนวนแคลอรีของอาหารทุกอย่างที่เอาเข้าปาก จดทุกวัน ทุกมื้อ แล้วมาดูว่าอะไรที่มากเกินไป จะได้ตัดออกได้ถูก

  1. ชั่ง ตวง วัด

ถ้าทำอาหารทานเอง หาช้อนตวงหรือเครื่องชั่งปริมาณอาหารมาไว้ติดครัวบ้างก็ได้ เพราะบางครั้งกะด้วยสายตาก็อาจผิดพลาดได้ ไม่ว่าจะเป็นการทำอาหาร หรือชงเครื่องดื่ม อุปกรณ์ชิ้นนี้จะช่วยได้แน่นอน

  1. กิน 5 มื้อต่อวัน

อย่าเพิ่งตกใจไป 5 มื้อนี้ไม่ได้หมายความว่าต้องจัดหนักทุกมื้อ การทานแบบนี้จะช่วยลดความอยากอาหาร โดยแบ่งเป็นคาว 3 หวาน 2
• 07.30 น. อาหารเช้า
• 09.30 น. อาหารว่าง
• 12.30 น. อาหารกลางวัน
• 15.30 น. อาหารว่าง
• 18.30 น. อาหารเย็น

  1. กินยังไง?

พยายามเลือกกินอาหารประเภทโปรตีนและผักให้เยอะๆ ลดคาร์โบไฮเดรตลง ปริมาณแคลอรีต่อมื้อหลักไม่ควรเกิน 500 แคลอรี และอาหารว่างไม่ควรเกิน 150 แคลอรี

  1. อาหารทดแทน

ถ้าคิดไม่ออกว่าจะทานอะไรดี ลองเปลี่ยนจากน้ำอัดลมมาเป็นน้ำเปล่า เปลี่ยนหมูสามชั้นเป็นอกไก่ หรือเปลี่ยนของทอดเป็นนึ่งหรือต้มแทน ง่ายๆ แค่นี้ ทำได้ชัวร์

  1. คิดเมนูล่วงหน้า

ถ้าจะได้ดีลองคิดเมนูล่วงหน้าไว้สัก 1 สัปดาห์ เพราะถ้าไม่คิดล่วงหน้า พอถึงเวลาก็ไม่รู้จะทานอะไร แล้วพอหิวมากๆ จากสุกี้ ก็กลายเป็นแฮมเบอร์เกอร์ได้ง่ายๆ เลยนะ

  1. อย่านั่งเฉยๆ

การลดอาหาร ควบคุมอาหารก็เป็นส่วนหนึ่งของการลดน้ำหนัก แต่ถ้าอยากเห็นผลเร็ว แนะนำให้ออกกำลังกายไปด้วย เดินอย่างเดียวก็ไม่พอ หันมาวิ่งจ็อกกิ้งตอนเช้า ปั่นจักรยานตอนเย็นวันละ 1 ชั่วโมง ก็เพียงพอแล้ว

  1. ให้รางวัลตัวเอง

การลดน้ำหนักไม่ได้ทำเสร็จภายในวันเดียว สาวๆ ควรตั้งเป้าหมาย และให้รางวัลตัวเอง เช่น ถ้าลดได้ 5 กก. จะซื้อเสื้อผ้าสวยๆ สักชุด

  1. เปลี่ยนความคิดใหม่

อย่าคิดว่าโลกนี้จะมีอาหารวิเศษที่กินแล้วผอมทันที ให้เปลี่ยนความคิดเสียใหม่ เปลี่ยนวิธีกิน เลือกกินของที่มีแคลอรีต่ำ ไม่ต้องเป๊ะไปซะทุกอย่างตามสูตร แค่ให้เรารู้สึกว่ากินโดยไม่ลำบากก็พอ

  1. อดทนและอดทน

อย่าลืมเป้าหมายที่ตั้งไว้ ทุกอย่างที่ทำไม่ได้มาง่ายๆ มันต้องใช้เวลา ถ้าสาวๆ ทนไม่ไหว วิ่งเข้าหาของหวาน ขนมขบเคี้ยว แล้วยัดทุกอย่างเข้าปาก สิ่งที่ทำมาทั้งหมดก็จะสูญเปล่าทันที

การลดน้ำหนักไม่ใช่เรื่องยาก แต่ถ้ารีบร้อนเกินไป และใช้ยาลดความอ้วน ผลที่ได้ก็จะมีแต่เสียกับเสีย ควรทำแบบช้าๆ ด้วย 10 วิธีที่กล่าวไปนั้น จะช่วยให้การลดน้ำหนักมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

นมไขมันต่ำไม่ทำให้อ้วนจริงหรือ

หลายๆคนเข้าใจกันว่าการที่จะลดน้ำหนักหรือ ลดความอ้วน นั้นเราจะต้องทานอาหารที่มีไขมันน้อยลง เพราะมันทำให้อ้วน และก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพหลาย ๆ อย่างตามมา หรือแม้กระทั่งนม ทุกคนก็แนะนำให้ดื่มนมไขมันต่ำ แถมยังยืนยันความดีงามของนมไขมันต่ำได้อีกทาง  แต่เคยสงสัยไหมว่า การดื่มนมที่มีไขมันปกติ เป็นผลดีต่อร่างกายมากกว่านมไขมันต่ำ ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร วันนี้เรามาหาคำตอบกัน

นมไขมันต่ำ ดีต่อร่างกายจริงหรือ?

จากผลงานวิจัยของ Dr. Dariush Mozaffarian ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Circulation ระบุว่า เขาและทีมงานวิเคราะห์ผลการตรวจเลือดของผู้ใหญ่ จำนวน 3,333 คน ที่เข้าร่วมโครงการ วิจัยเป็นระยะเวลานานถึง 15 ปี พบว่า ผู้ที่เลือกดื่มนม หรือทานอาหารที่มาจากนมชนิดที่มีไขมันเต็มที่ ร้อยละ 46 มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวานน้อยกว่าคนที่ดื่มนมไขมันต่ำ จึงทำให้กล่าวได้ว่า การดื่มนมไขมันต่ำ ก็ไม่ได้ให้ผลดีไปกว่าการดื่มนมที่มีไขมันเต็มที่แต่อย่างใด

นักวิจัยยังกล่าวอีกว่า ถึงแม้นมปกติ จะมีแคลอรีมากกว่านมไขมันต่ำ และผู้เชี่ยวชาญส่วนมากก็แนะนำให้หลีกเลี่ยงการบริโภค เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดโรคเบาหวาน แต่จากการศึกษาใหม่กลับพบว่า เมื่อเราลดปริมาณการบริโภคไขมันลง เราก็จะหันไปบริโภคน้ำตาล และคาร์โบไฮเดรตแทน  ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ส่งผลกระทบต่ออินซูลิน หรือฮอร์โมนที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวาน นอกจากนี้ Dr. Dariush Mozaffarian ยังพบว่า นมที่มีไขมันมัน ไม่ได้ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด

นักวิจัยอีกกลุ่มหนึ่ง ตีพิมพ์บทความลงใน The American Journal of Nutrition ว่า จากข้อมูลผู้หญิงจำนวน 18,438 คน เกี่ยวกับการดื่มและไม่ดื่มนมไขมันต่ำ พบว่า การดื่มนมที่มีไขมัน ช่วยลดความเสี่ยงต่อการมีน้ำหนักเกิน หรือเป็นโรคอ้วนได้ถึงร้อยละ 8

Dr. Dariush Mozaffarian กล่าวว่า “เราควรต้องหยุดให้คำแนะนำผู้บริโภค ด้วยการอ้างอิงทฤษฎีเก่า ๆ และเราควรจะหันมามองภาพรวมของการบริโภคอาหาร หรือความสัมพันธ์ของการบริโภคอาหารแต่ละชนิด ที่มีผลต่อกันและกัน ไม่ใช่การเพ่งเล็งไปที่อาหารชนิดใดชนิดหนึ่งเพียงอย่างเดียว เช่น เมื่อเราบริโภคอาหารที่มีไขมันสูง เราจะได้รับพลังงานที่เพียงพอ ทำให้ไม่รู้สึกหิว จนต้องมาบริโภคน้ำตาล หรือแป้งเข้าไปเพิ่ม นอกจากนี้ไขมันในนม มีผลต่อเซลล์ในร่างกาย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของตับ และช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และยังลดความอยากน้ำตาลลงได้อีกด้วย”

ทราบอย่างนี้แล้ว ก็ดื่มนมได้อย่างสบายใจมากขึ้นนะคะ สิ่งที่ควรเลี่ยงน่าจะเป็นเป็นน้ำตาลมากกว่า เลือกดื่มนมจืด ทานผักผลไม้ให้มากขึ้น ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอ เท่านี้หนทางสู่สุขภาพดีก็ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้ว

 

ที่มา : สนุกดอทคอม

Source : Time.com

 

ผู้คนเริ่มหันมาดูแลสุขภาพมากขึ้น ผ่านการใช้ชีวิตแอ็คทีฟ พยายามหาเวลาออกกำลังกาย ซึ่งที่เห็นมากในขณะนี้ก็มีทั้งปั่นจักรยานและวิ่ง แต่อีกอย่างหนึ่งก็คือการหันมารับประทานอาหารเมนูสุขภาพ Quinoa คีนัว เป็นอีกหนึ่งทางเลือกใหม่ของคนรักสุขภาพ เพราะเป็น Super Food จริงๆ

หลายคนอาจจะคิดว่า Quinoa เป็นข้าวชนิดหนึ่ง แต่จริงๆ แล้วคือธัญพืชที่อยู่ในตระกูลที่ใกล้เคียงกับบีทรูท ผักโขม ปลูกมากในแถบอเมริกาใต้ ซึ่ง Quinoa ได้รับการจัดให้เป็นสุดยอดอาหารของปี 2556 โดยองค์การสหประชาชาติเนื่องจากมีคุณประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าธัญพืชทั่วไป

  • มีไฟเบอร์มากกว่าข้าวกล้องงอกถึง 2 เท่า
  • มีโปรตีนสูงกว่ามันฝรั่ง ข้าวกล้อง หรือข้าวบาร์เลย์
  • อุดมไปด้วยวิตามิน บี วิตามิน อี รวมทั้งสารอาหารอื่นๆ และกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายหลายชนิด เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม และธาตุเหล็ก
  • คีนัวเป็นอาหารที่ย่อยได้ง่าย
  • ปราศจากกลูเตน
  • ไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น

ต่างประเทศนิยมนำ Quinoa มาสร้างสรรค์เป็นเมนูเพื่อสุขภาพต่างๆ มากมาย ส่วนในประเทศไทยเองก็มี หลากหลายเมนูเช่นกัน อาทิ เมนูง่ายๆ อย่าง ข้าวผัดคีนัว เห็ดย่าง-ส้มตำข้าวเหนียวคีนัวและสลัดธัญพืชคีนัว ที่ได้นำ Quinoa มาเป็นส่วนประกอบที่สามารถเพิ่มประโยชน์ให้กับสุขภาพได้อย่างมหาศาล

Tips : ผัด Quinoa กับน้ำมันเล็กน้อยประมาณ 1 นาที ก่อนนำไปหุงจะได้กลิ่นที่หอม น่ารับประทานมากยิ่งขึ้น

 

ที่มา : S&P

ออกกำลังกายแบบนี้ สุขภาพดีไม่มีแย่

การมีสุขภาพดี เป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา เราจึงเห็นว่าหลายต่อหลายคนต่างหันมาทำทุกอย่างเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง บ้างก็ออกกำลังกาย กินอาหารเสริม ควบคุมอาหาร

แต่ถึงอย่างไรวิธีที่ดีที่สุดก็ยังคงเป็นการออกกำลังกายนั่นเอง แต่ทราบหรือไม่ ศาสตร์และศิลป์ของการออกกำลังกายอย่างได้คุณค่าก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามนะครับ เริ่มตั้งแต่…

เตรียมความพร้อมของร่างกาย

การเดิน นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการออกกำลังกาย  เพราะไม่ทำให้เหนื่อยมาก  และยังช่วยลดน้ำหนักได้ด้วย นอกจากนี้โอกาสเสี่ยงต่ออาการปวดข้อก็ไม่มากนัก เหมาะสำหรับคนอ้วน หรือผู้ที่เริ่มออกกำลังกาย  ส่วนการวิ่ง เป็นการออกกำลังกายสำหรับผู้ที่เตรียมร่างกายไว้พร้อมแล้ว เพราะหัวใจจะเต้นเร็ว ทำให้เหนื่อย เหมาะสำหรับท่านที่ต้องการเพิ่มความฟิตของร่างกายให้มากขึ้น

การเตรียมตัวก่อนออกกำลังกาย

อุ่นให้ร่างกายให้พร้อม ขั้นตอนนี้สำคัญมาก  อาจจะใช้วิธีเดินภายในบ้าน รอบบ้าน หรือเดินบนสายพาน ประมาณ 5 -10 นาที  จะทำให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะส่วนต่าง ๆ ได้มากขึ้น หัวใจและหลอดเลือดมีการเตรียมความพร้อมมากขึ้น  เป็นการป้องกันการบาดเจ็บจากการออกกำลังกายได้ดีเชียวครับ

ปลอดภัยแน่ถ้าออกกำลังกายแบบนี้

เมื่อคุณมีความพร้อมของร่ายกายจากการออกกำลังกาย จนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันแล้ว หากต้องการเพิ่มความฟิตร่างกายก็สามารถกระทำได้  โดยการเลือกประเภทกีฬาที่ชอบและสะดวกที่สุด แต่สำหรับผู้ที่มีอายุ 45 ปี ขึ้นไป หรือมีโรคประจำตัว เช่น โรคความดันโลหิตสูง  โรคเบาหวาน  โรคไขมันในเลือดสูง  หรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ  ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มการเลือกวิธีการออกกำลังกาย   ที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ คือ ไม่ควรหักโหมมากในครั้งแรก ๆ  แต่ควรทำอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ทำเป็นครั้งคราวแต่หักโหม และไม่ควรกลั้นหายใจหรือสูดลมหายใจอย่างแรง  ควรหายใจเข้าและออกยาว ๆ เพื่อช่วยระบบการหายใจของร่างกาย  และขณะออกกำลังกายคุณยังสามารถสังเกตอาการขณะออกกำลังกายว่าทำมากไปหรือไม่  โดยหัวใจเต้นเร็วมากจนรู้สึกเหนื่อย หายใจเหนื่อยจนพูดไม่เป็นประโยค เหนื่อยจนเป็นลมหากมีอาการดังกล่าว ควรหยุดออกกำลังกายประมาณ 2 วัน  และลดระดับการออกกำลังกายลงในครั้งต่อไป

ออกกำลังกายเสร็จแล้วควรทำอะไร

เมื่อออกกำลังกายแล้ว  อย่าหยุดในทันที เพราะหัวใจยังเต้นเร็วมาก จะปรับตัวให้เต้นช้าลงไม่ทัน  ให้วิ่งช้า ๆ หรือเดินต่อไปสักพักจนกระทั่งชีพจรกลับคืนสู่สภาพใกล้เคียงปกติ  และควรดื่มน้ำให้เพียงพอภายหลังออกกำลังกาย

ประโยชน์ของการออกกำลังกาย

-   ช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้ดี  สามารถไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ได้มากขึ้น  ป้องกันการเกิดโรคหัวใจ   โรคความดันโลหิตสูง  มีภูมิต้านทานของร่างกายดีขึ้น     และป้องกันโรคต่าง ๆ เช่น  โรคเบาหวาน  โรคอ้วน  โรคข้อเสื่อม  โรคกระดูกพรุน

-   ช่วยในการควบคุมน้ำหนัก  การทรงตัวดีขึ้น และทำให้การเคลื่อนไหวคล่องแคล่วขึ้น

-   ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น

-   ช่วยลดความเครียด ภาวะซึมเศร้า และช่วยให้นอนหลับสบาย

อย่าลืมนะครับ หากคุณต้องการให้ร่างกายแข็งแรงทุกสัดส่วน ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยวันละ 20 – 30 นาที  สัปดาห์ละ 3 – 4 ครั้ง  เท่านี้ก็เพียงพอที่จะเสริมสร้างให้ร่างกายแข็งแรง มีสุขภาพดี ผ่อนคลายความตึงเครียด ทำให้อารมณ์ดี และยังช่วยป้องกันโรคภัยไข้เจ็บได้อีกด้วยครับ

ที่มา : ศ.คลินิก นพ.ธีรวัฒน์  กุลทนันทน์ ภ.ศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์และกายภาพบำบัด คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล